
วิตามินเป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชและสัตว์ต่าง ๆ โดยร่างกายของคนเราจะใช้วิตามินเพื่อช่วยทำให้มีปฏิกิริยาในร่างกายเกิดขึ้น ส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปตามปกติ หรือพูดง่าย ๆ คือ วิตามินเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นในรถยนต์ที่จำเป็นต้องมี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้ให้พลังงานแก่รถ นั่นคือ วิตามินไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกาย แต่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินเพื่อไปทำหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน คนเราต้องการวิตามินในปริมาณที่น้อยแต่ขาดไม่ได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ส่วนมากวิตามินชนิดต่าง ๆ ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง แต่จะต้องรับจากภายนอก ซึ่งได้จากการรับประทานอาหาร
Vitamin A
พบมากในเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้สีเหลือง ส้ม และเขียวเข้ม เช่น คะน้า ฟักทอง แครอท และไข่แดง โดยมีส่วนในการช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน ประโยชน์ของวิตามินเอ คือการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยสร้างเนื้อเยื่อผิวหนัง ป้องกันการติดเชื้อ ช่วยลดสิว และช่วยลดโอกาสเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน โรคมะเร็ง และโรคต้อหิน
Vitamin B
วิตามินบีนั้นมีอยู่หลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป โดยวิตามินบีสามารถแบ่งแยกได้อีก 8 ชนิด ดังต่อไปนี้
- วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และทางเดินอาหาร พบในอาหารประเภทธัญพืช เนื้อสัตว์ และ มันเทศ
- วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ช่วยบำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง มักจะพบในอาหารประเภทนม โยเกิร์ต ชีส ถั่ว และปลา
- วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) รักษาอาการร้อนใน ลดสิวอักเสบ และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการผื่นแดงได้อีกด้วย พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ขนมปังโฮลวีต และ อะโวคาโด
- วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) สามารถช่วยลดความเจ็บปวดจากอาการข้ออักเสบ ลดอาการนอนไม่หลับ พบมากในถั่วลิสงไม่ปรุงรส งา และแอปเปิ้ล
- วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น พบมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ข้าวโอ้ต และข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี
- วิตามินบี 7 (ไบโอติน) ช่วยป้องกันผมหงอกได้ดี และบำรุงรักษาเล็บที่แห้งเปราะ แก้ผดผื่นคัน พบได้จากไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง
- วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) ช่วยบำรุงผิวพรรณและสุขภาพ รักษาปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้ พบได้ในผักใบสีเขียวเข้ม แครอท แคนตาลูป
- วิตามินบี 12 (Vitamin B12) สามารถช่วยลดอาการเหน็บชา และอาการซึมเศร้าได้ พบได้ในอาหารที่มาจากเนื้อสัตว์ ถั่ว หน่อไม้ฝรั่ง
Vitamin C
วิตามินซีเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดรอยแผลเป็น พบในส้ม ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ผักโขม แคนตาลูป มะเขือเทศ มะละกอ มันฝรั่ง ฝรั่ง สับปะรด หากขาดจะเกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ซีด แผลหายยาก ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม
Vitamin D
เป็นวิตามินที่ส่วนหนึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองเวลาเจอแสงแดดในช่วงเช้า กับอีกส่วนหนึ่งได้จากอาหารจำพวกน้ำมันตับปลา นม ไข่แดง ปลาทู ปลาแซลมอน โดยจะช่วยเก็บแคลเซียมเข้ากระดูก ป้องกันโรคกระดูกบางและกระดูกพรุนได้ ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัมต่อวัน
Vitamin E
ช่วยเกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยพบในกลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย อัลมอนด์ ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน
